แผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิต นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาถูก

แผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิต
สั่งผลิตตามชาร์ต เลือกความยาวได้ตามต้องการ 7-10 วัน รับสินค้า ไม่มีขั้นต่ำในการสั่ง
Email : WJOBTHAI2010@GMAIL.COM
เบอร์ตรง 091-0805119 ริต้า,082-5201803 เบนซ์ , 091-6130206  เอก , 02-4205613
Online หลังเลิกงาน และวันหยุด (21.00 น) : 091-6130206 , 02-4823886

                                                                                                                                                                                                                                         มีสินค้าเครื่องมือการติดตั้งขายครบวงจร เกี่ยวกับงานอลูมิเนียมคอมโพสิต สินค้าไม่ขาดสต็อก สั่งได้ละมากๆ                                                                                                                                                                                                                                         

      

Online 08.00-21.00 

             091-6130206

02-4205613  Office 

 สถิติวันนี้

1 คน

 สถิติเมื่อวาน

168 คน

 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด

1771 คน
8452 คน
11167 คน

เริ่มเมื่อ 2009-11-27

หมวดให้ความรู้

หมวด โครงสร้างเหล็กอาคาร
หมวด  อลูมิเนียมคอมโพสิต
หมวด ป้ายโครงการสำนักงาน
หมวด  กันสาดโพลีคาร์บอเนต
หมวด  กันสาดหลังคาเมทัลชีท
หมวด  หลังคากันสาดลอนคู่
หมวด  อลูมิเนียมเหล็กดัดมุ้งลวด
หมวด  ความรู้อลูมิเนียมคอมโพสิต
หมวด  ความรู้เรื่องเหล็ก

Lean ก่อสร้าง
การออกแบบโครงสร้างเหล็ก
การคิดงานเหล็ก
ระบบโครงสร้างเหล็ก
พรบผังเมือง
การทาบเหล็ก
มาตรฐานงานคอนกรีตเสริมเหล็ก
การตรวจงานคอนกรีตเสริมเหล็ก
การตรวจความสมบรูณ์เสาเข็ม
การบริหารคน
เคล็ดลับฮวงจุ้ย
สัญญาต่างๆ
เทคนิคการแต่งบ้าน
เทคนิคการเขียนเว็บ

รับเขียนเว็บไชด์
(ตัวอย่างเว็บ)

 

 

 

                 
                 
                 

 

 

 

 

 
 
อาคารสูง : ระบบโครงสร้างเหล็ก
---------------------------------------------------------
ผศ.ดร.ชำนาญ บุญญาพุทธิพงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
1. ความเป็นมา
            โครงสร้างเหล็กเริ่มนำมาวัสดุในการก่อสร้างอาคารประมาณต้นทศวรรษที่ 1880s และกลาย เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างอาคารสูงในยุคเริ่มต้น โดยเริ่มต้นจากสองเมืองหลักของการก่อ กำเนิดอาคารสูง อันได้แก่ นิวยอร์ค และชิคาโก ด้วยคุณสมบัติที่สามารถรับการยืดหยุ่นได้สูง รับแรงดึง และแรงอัด ได้ดี ทำให้เหล็กดูเหมือนว่าเป็นวัสดุที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองการก่อสร้างอาคารสูงโดยเฉพาะ โครงสร้างเหล็กยังคงได้รับความนิยมในการรับเลือกเป็นวัสดุสำหรับอาคารมาจวบจนปัจจุบันดังจะเห็นได้จาก
อาคารสูงอันดับต้นๆ ยังคงเป็นอาคารโครงเหล็ก   แม้ว่าระบบโครงผสมเหล็ก-คอนกรีต (Steel-Concrete Composite Construction) จะได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับก็ตาม โครงสร้างเหล็กในช่วงเริ่มแรกถูกใช้ในทางวิศวกรรมเป็นหลัก โดยการนำมาสร้างสะพาน ขนาดเล็กๆ ในช่วงปี 1775-1779 ในประเทศอังกฤษ ระหว่างปี 1819-1826 Thomas Telford ได้ออก แบบสะพานแขวนและนำไปสู่การออกแบบสะพาน Brooklyn โดย John และ Washington Roebling ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่ได้รับการกล่าวขานถึงมากที่สุดแห่งหนึ่ง
            ในทางสถาปัตยกรรมการพัฒนาเหล็กสำหรับอาคารเริ่มจากการนำมาเป็นส่วนประกอบบางส่วนของอาคาร เช่นในโบสถ์ St. Anne ในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ในราวปี 1770-1772 ในอเมริกา เหล็กถูกนำมาเป็นเสารับระเบียงที่โรงละคร Chestnut Street ในราวปี 1820 ที่เมืองฟิลาเดลเฟียโดย William Strickland ผู้ที่ทำหน้าที่ทั้งสถาปนิกและวิศวกร หลังจากนั้นโรงถลุงเหล็กก็ถูกก่อตั้งขึ้นหลายแห่ง
 ในอาคารที่ใช้เหล็กในยุคแรกๆ เช่นอาคาร Lebrust’s Bibliote’que St. Genevie’ve ในปารีส เหล็กถูกใช้เป็นส่วน
ประกอบ ในโครงสร้างภายในอาคารในขณะที่ภายนอกอาคารยังมีความต้องการ ในการประดับประดาตกแต่ง ผนังรับ
น้ำหนักและโครง Arch ยังคงถูกใช้ เป็นโครงสร้างหลักของ อาคารใหญ่ ในยุโรป เหล็กถูกใช้ในการเพื่อสร้าง ความ
ประทับใจในแง่ของวิทยาการ และสร้างความตื่นตาของโครงสร้าง ภายในอาคาร
            Crystal Palace ในงาน Expo ปี 1857 ที่ลอนดอนเป็นตัวอย่างของอาคารใช้โครงสร้างเหล็ก เป็นส่วนประกอบหลัก
ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดและเปิดประตูต่อการพัฒนาโครงสร้างเหล็กสำหรับอาคาร
                ในยุคต่อมา เป็นต้นแบบหนึ่งของการใช้ระบบผนัง Curtain Wall มีระบบก่อสร้างที่มีส่วนประกอบสำเร็จรูป อย่างไร
ก็ตามระบบโครงสร้างของอาคารนี้ก็ถูกเพิกเฉยจากสถาปนิกอีกหลายๆ ท่าน ในมุมมองที่ ว่าอาคารนี้เป็นเพียงอาคารชั่วคราวสำหรับงาน Expo เท่านั้น
            ในช่วงปลายปี 1800s ชิคาโกกลายมาเป็นแหล่งกำเนิดของการใช้เหล็กในอาคารสูงอย่างเต็ม รูปแบบ หลังจากเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ โครงสร้างไม้ก็ถูกจำกัดการใช้โดยเฉพาะในอาคารขนาดใหญ่ เพราะทำให้เกิดการลุกลามของเพลิงอย่างรวดเร็ว อาคารสำนักงานโครงสร้างเหล็กในรูปแบบของอาคารสูงถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ที่ถูกกล่าวขานอย่างมากในวงการการออกแบบยุคนั้น การตกแต่ง ประดับประดาแบบเดิมถูกลดความสำคัญลง กลายเป็นสถาปัตยกรรมในยุคของ Chicago School ก่อนที่จะสอดคล้องกับแนวความคิดของโมเดิร์นอย่างลงตัว
                 ในปัจจุบันโครงสร้างเฟรมเหล็กยังเป็นหนึ่งในวัสดุสำหรับอาคารสูงที่มีประสิทธิภาพในการใช้ งานสูงและราคาประหยัด พัฒนาการถูกนำมาใช้ในอาคารที่ไม่สูงมากและอาคารช่วงพาดยาวในยุคต่อมา ในอาคารที่สูงมากๆ โครงเฟรมเหล็กถูกใช้อย่างแพร่หลายเพราะเหมาะสมในการเสริมโครงสร้างเพื่อ รับแรงลมและแรงกระทำจากแผ่นดินไหว ทำให้น้ำหนักโดยรวมของอาคารลดลง ง่ายต่อการติดตั้ง โดย ทั่วไปโครงเหล็กของอาคารสูงจะถูกปะติดด้วยส่วนประกอบของเปลือกอาคารซึ่งใช้วัสดุที่แตกต่างกันไป เช่น กระจก หิน โลหะ หรืออื่นๆ โครงเฟรมจึงอาจจะถูกซ่อนไว้ใต้วัสดุเปลือกอาคารทั้งหลายหรือโชว์โครงเหล็กให้เห็น
 
2. คุณสมบัติและองค์ประกอบของเหล็ก
             เหล็กมีคุณสมบัติหลายๆ ประการที่เหมาะสมสำหรับโครงสร้างอาคารสูง เหล็กกล้าโดยทั่วไป เป็นส่วน ผสมระหว่างเหล็กและคาร์บอน กับสารประกอบอื่นๆ เช่น ซัลเฟอร์ แมงกานีส ฟอสฟอรัส ซิลิโคน และอลูมิเนียม สารประกอบต่างๆ เหล่านี้และอื่นๆ จะเพิ่มความ แข็งแรง และสร้าง ลักษณะ เฉพาะให้กับเหล็กชนิดต่างๆ โดยเฉพาะคาร์บอนเป็นตัวประกอบหลัก ของเหล็ก เป็น ตัวกำหนดความ แข็ง ความเปราะ ของเหล็ก การเพิ่มคาร์บอนเข้าไปในเหล็กจะทำให้เหล็กแข็งขึ้นเชื่อมติดได้ดี แต่การรับ แรงดึงยืดตัวจะน้อยลง เหล็กที่มีส่วนผสมคาร์บอนสูงๆแม้ว่าจะทำให้น้ำหนักลดลงแต่ไม่เหมาะสำหรับ การรับแรงทางแนวนอน ซัลเฟอร์ (Sulfur) มีผลต่อคุณภาพของพื้นผิว ช่วยลดความ อ่อนตัว เพิ่มความ แข็งแรง และการเชื่อมติด แมงกานีสช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเหล็กแม้ว่าจะมีผล น้อยกว่าคาร์บอน เมื่อแมงกานีสผสมเข้ากับซัลเฟอร์จะกลายเป็น แมงกานีสซัลไฟด์ช่วยลดผลเสียของซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส (Phospohorus) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับแรงดึงให้กับเหล็กผสมคาร์บอนและช่วยต้าน ทานการสึกกร่อน แต่จะทำให้เหล็กมีความแข็งน้อยลง ซิลิโคนและอลูมิเนียมเป็นตัวประสานในการ ผลิตเหล็ก ในขณะที่อลูมิเนียมมีส่วนในการควบคุมขนาดของความละเอียดของพื้นผิวหรือเนื้อเหล็ก
3. ผลิตภัณฑ์เหล็กและการติดตั้ง
               ในการก่อสร้างอาคารสูงเหล็กแปรรูปจะถูกส่งไปใช้ในการก่อสร้าง เหล็กจะต้องถูกแปรรูปให้มี ความเหมาะสมต่อการก่อสร้างทั้งด้านขนาดและรูปทรง เหล็กเหล่านี้จะถูกเตรียมพร้อมหรือขึ้นรูปแบบ สำเร็จ (Fabrication) เช่น เจาะรูสำหรับการใส่น๊อต ตัดแต่ง ตามการออกแบบต่างๆ ในโรงงานก่อนที่จะ ส่งไปยังที่ก่อสร้าง ในอาคารสูงมากๆ การรับแรงกระทำต่างเป็นมาตรฐานที่ผลิตภัณฑ์เหล็กสำเร็จรูปจะต้องคำนึงถึง บางกรณีอาจจะต้องเชื่อมติดกับส่วนอื่นเพื่อให้เกิดการรับแรงกระทำที่สมบูรณ์
                การตัดเหล็กจะต้องคำนึงถึงการเสียรูปซึ่งจะส่งผลต่อการรับแรงหลังการตัดด้วย โดยปกติแผ่น เหล็กหนาจะใช้การตัดโดยใช้แก๊ส ความร้อนจากการตัดจะส่งผลต่อแผ่นเหล็กโดยขึ้นอยู่กับความหนา ของเหล็กส่วนผสมของ คาร์บอน ความเร็วในการตัด เป็นต้น
                  การต่อส่วนประกอบของเหล็ก มี 2 แบบ หลักๆ คือ โดยน๊อต รูสำหรับใส่น๊อตอาจจะเจาะโดย สว่าน (Drilling) หรือเครื่องเจาะปั้ม (Punching) และการเชื่อม ซึ่งเป็นแบบที่ประหยัดกว่า การเชื่อมมักจะถูกใช้ในบางส่วนประกอบที่โรงงาน ในขณะที่การใช้น๊อตใช้สำหรับงานที่หน้างานก่อสร้าง การเชื่อมจะต้องถูกวิธีและตำแหน่งเพื่อไม่ให้เสียการรับแรงของโครงสร้าง
4. ชนิดของเหล็ก
             ในอาคารสูงเหล็กที่ใช้เป็นโครงสร้างอาจจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ Carbon Steel, High-Strength Low-Alloy (HSLA) Steel, Heat-Treated Carbon and HSLA Steel และ Heat-Treated Alloy Steel โดยมาตรฐานของแต่ละประเภทแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
                โครงสร้างของ Carbon Steel มีส่วนประกอบของคาร์บอนประมาณ 0.15-0.29 % การเพิ่ม ส่วนประกอบของคาร์บอนจะเพิ่มความแข็งแรงแต่ลดความสามารถในการอ่อนตัวหรือการรับแรงดึง ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น HSLA Steel มีการเพิ่มส่วนประกอบทางเคมีมากกว่าเหล็กชนิดแรก สามารถต้านทานการสึกกร่อนได้ดีกว่า ทั้ง Carbon Steel และ HSLA Steel สามารถเพิ่มความแข็งแรงได้โดยขบวนการในการผลิตโดยใช้ความร้อน (Heat-Treated)
                 สำหรับเหล็ก Alloy มีส่วนประกอบทางเคมีเกินกว่า Carbon Steel แต่ไม่เท่า HSLA Steel ปกติที่ใช้ในโครงสร้างอาคารอาคารสูงจะเป็น Heat-Treated Alloy Steel เหล็กสำหรับใช้ในส่วนนอกอาคารจะต้องสามารถทนทานต่อสภาพอากาศและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ดีโดยเฉพาะในเมืองหนาว เหล็กประเภทนี้รู้จักกันในชื่อ “Weathering Steel” ปกติจะมีสี น้ำตาล เข้มหรือสีดำ ปัจจุบันมีผลิตในสีที่หลากหลายมากขึ้น Weathering Steel ในกลุ่มของเหล็ก HSLA จะสา มารถทนทานต่อการสึกกร่อนได้ดีกว่า Carbon Steel ถึง 4 เท่า เหล็กประเภทนี้มีใช้ ครั้งแรกในปี 1933 ซึ่งถูกใช้สำหรับรางรถไฟ จนกระทั่งช่วงปี 1960s จึงถูกใช้ในงานก่อสร้างขนาดใหญ่ อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สะพาน และส่วนประกอบภายนอกของอาคารสูงต่างๆ เหล็กชนิดนี้จะเคลือบออกไซด์ (Oxide Film) ไว้ที่ผิวของเหล็ก การออกแบบจะต้องสอดคล้องกับการใช้เหล็กสำหรับโครงสร้างภาย นอก แม้ว่าเหล็กชนิดนี้ถูกออกแบบให้ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศแต่หากใช้ไม่ถูกที่หรือฝังไว้ในดิน เหล็กชนิดนี้ก็ไม่แตกต่างจากเหล็กคาร์บอนทั่วไป รวมทั้งไม่ควรให้มีกาฝากมาเกาะเกี่ยวกับโครงสร้าง รายละเอียดข้อต่อหรือ ส่วน อื่นๆ ไม่ให้น้ำสามารถขังได้ การเชื่อมต่อของเหล็กทนสภาพดินฟ้าอากาศ นี้จะต้องมีการออกแบบพิเศษเพราะถ้าเกิดรอยต่อที่ไม่ดีอาจจะเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างโดยรวมได้
                 เหล็กสแตนเลส (Stainless Steel) เป็นวัสดุที่นิยมใช้สำหรับโครงสร้างภายนอกของอาคารสูง ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวัสดุที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมโดยไม่ต้องเคลือบสารพิเศษอื่นๆ สามารถดัดได้หลากหลายรูปแบบ Chromium เป็นองค์ประกอบที่ทำให้สำคัญที่ทำให้วัสดุชนิดนี้ทนทานต่อการสึก หรอแต่เนื่องด้วยราคาที่แพงทำให้ Stainless Steel ถูกใช้ในบางส่วนประกอบของอาคารสูง โดยเฉพาะ เฟรมกรอบ ของ Curtain Wall หรือส่วนประกอบย่อยอื่นๆ
ระบบโครงสร้างเหล็กในอาคารสูงระบบโครงสร้างเหล็กสำหรับอาคารสูงสามารถแบ่งออกเป็นแบบต่างๆ ดังนี้
     - Rigid Frame เป็นโครงสร้างที่เน้นความสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่างเสาและคานใน ลักษณะข้อแข็ง เป็นระบบที่ริเริ่มพัฒนาในยุค Chicago School และได้รับความนิยมมาจวบจน ปัจจุบัน อย่างไรก็ดีระบบนี้มีข้อจำกัดในการรับแรงโดยเฉพาะแรงในแนวนอนทำให้โครงสร้างชนิดนี้ ใช้อยู่ในวงอาคารความสูงระดับกลาง
     - Frame-Shear Truss เป็นระบบโครงสร้างที่ผสมผสานระหว่างโครงข้อแข็งกับโครงทรัส ทางตั้ง ซึ่งมักจะถูกใช้ในส่วน แกนลิฟท์ แรงกระทำจากลมจะถูกรับโดยโครงเฟรมในส่วนบนของอาคาร ในขณะ ที่โครงทรัสโดยเฉพาะส่วนล่างของอาคารจะทำหน้าที่รับแรงเฉือนอันเกิดจากแรงลม (Wind Shear)
     - Frame-Shear Truss (with Outriggered Belt Trusses) ประสิทธิภาพในการรับแรงของ โครงสร้างระบบ Frame-Shear Truss สามารถเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยการเพิ่ม Outriggered Belt Truss เข้าไปในส่วนที่เหมาะสม โดยจะช่วยลดการไหวเอนของอาคารอันเนื่องจากแรงกระทำในแนว นอน
     - Framed Tube แนวความคิดในการที่จะเพิ่มความสามารถของโครงสร้างในการต้านทานการ ล้มคว่ำ (Overturning) โดยการวางตำแหน่งโครงสร้างไว้รอบนอกอาคารมีมาตั้งแต่ปี 1950s ระบบ โครงสร้าง Framed Tube กลายมาเป็นระบบโครงสร้างที่ต่อยอดความสูงให้แก่อาคารสูงที่ประสบ ความสำเร็จอย่างสูงเพราะมีส่วนประกอบโครงสร้างที่รบกวนพื้นที่ภายในอาคารน้อย รวมทั้งแสดงถึงรูป แบบโครง สร้างอาคารที่เด่นชัด
     - Bundled Tube เมื่อขนาดของอาคารใหญ่ขึ้นทั้งความสูงและความกว้าง ระบบ Frame Tube เดียวไม่เพียงพอในการรับแรง จึงมีการเพิ่มลักษณะของ Frame Tube เข้ามาเพิ่มอาจจะเป็น แบบ World Trade Center หรือ แบบหลายๆ Tube อย่างเช่น Sears Tower ก็ได้
     - Diagonally Braced Tube เสารอบนอกของอาคารมีระยะที่ห่างแต่ยึดติดกันด้วยโครงพาด (Diagonal Members) ซึ่งจะต้องพาดผ่านส่วนกลางเสาหลักและส่วนคานนอก ทำให้ระบบโครงสร้าง ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวเหมือนท่อขนาดใหญ่ ส่วนประกอบของโครงสร้างชนิดนี้จะรับทั้งแรงกระทำตามแนวตั้งและแนวนอน John Hancock, Chicago เป็นต้นแบบของระบบโครงสร้างนี้
     - Space Truss แรงกระทำต่างๆ จะถูกรองรับโดยโครงทรัสในทั้งสามมิติ (Three-dimensional Space Truss) โดยแรงกระทำเหล่าจะถูกถ่ายต่อจนมาลงที่เสาในแต่ละมุมเสาเหล่านี้ จึงอาจจะต้องมีขนาดใหญ่ เช่น ตึก Bank of China เป็นต้น
     - Interior Diagonally Braced Trusses เป็นรูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสำหรับอาคารใน แปลนสี่เหลี่ยมจตุรัส แม้ว่าจะสามารถใช้ในแปลนแบบอื่นได้ก็ตาม เป็นระบบโครงสร้างที่ประกอบด้วยใช้ทรัส ขนาดใหญ่อยู่ในอาคาร อาคารจึงเป็นเสมือโครงทรัสขนาดใหญ่
 
 หนังสืออ้างอิง
 
    - อาคารสูง, ผศ.จรัญพัฒน์ ภูวนันท์, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กรุงเทพฯ, 2539
     - Architecture of Tall Buildings, Council on Tall Buildings and Urban Habitat, Mcgraw-Hill, Inc.,New
York, 1995
 

 

ลิขสิทธิ์สิทธิสงวน

 

ดับเบิลยูจ็อบไทย รับเหมางานอลูมิเนียมคอมโพสิต 
ที่ตั้งสำนักงาน:   เลขที่ 342 หมู่6  ตำบลอ้อมน้อย   อำเภอกระทุ่มแบน   จังหวัดสมุมนสาคร  74130
Tel: 02-4205613
  Fax: 02-4207631

                   Online หลังเลิกงาน และวันหยุด (21.00 น)091-6130206 , 02-4823886     Email : wjobthai2010@gmail.com