|
ทางเลือกใหม่ของการทาบเหล็กแบบเดิมๆ
"ส่วนใหญ่งานก่อสร้างบ้านเราจะเป็นงานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่วันนี้ที่ทางพี่ริวจะพูดถึงก็คือการผูกเหล็กโดยใช้ COUPLER (ข้อต่อ) แทนการทาบเหล็กแบบเดิมๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว COUPLER จะใช้กับงาโครงสร้างใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานอาคาร, งาน Diapham Wall, งานก่อสร้างสะพานหรือทางยกระดับ ส่วนขนาดของ COUPLER ที่เห็น ก็จะมีตั้งแต่ DB12 , DB16 , DB20 , DB25 , DB32 , DB40 "
1.โดยเหตุผลส่วนใหญ่ในการตัดสินใจใช้ COUPLER แทนการทาบเหล็กที่พอจะนึกออกก็จะมี
1.1 โครงสร้างที่ไม่สะดวกที่จะกั้นJointแล้วโผล่เหล็กเพื่อทาบไว้ อาจจะเนื่องจากอาจกีดขวางการยกของเป็นต้น
1.2 โครงสร้างที่จะต้องทิ้งJoint ไว้นานๆเพื่อต่อโครงสร้างในอนาคต อย่างเช่นงานทางยกระดับที่ทำฐานรากและเสาไว้ส่วนหนึ่ง แล้วรอต่อเสาและคานเพื่อรับพื้นต่อไป ตัวอย่างเช่นถนน เกษตร นวมินทร์
1.3 ราคา บางที่ลองเช็คดีๆจะพบว่าการใช้ COUPLER จะถูกกว่าการต่อทาบเหล็ก เนื่องจากปัจจุบันเหล็กเส้นมีราคาสูงมากโดยเฉพาะเหล็กใหญ่ๆการใช้ COUPLER ก็จะคุ้มกว่า เนื่องจากระยะทาบจะยาวขึ้นตามขนาดเหล็กตามที่เหล่าวิศวโยธาทราบกันดีอยู่แล้วนะ
1.4 ช่วยให้ไม้แบบใช้ได้นานขึ้น โดยเฉพาะแบบเหล็กที่ไม่เหมาะสมที่จะมาเจาะแบบเพื่อเสียบเหล็กต่อทาบ
1.5 สะดวกในการก่อสร้างจากบนลงล่าง (Top Down Method) ซึ่งที่เห็นก็มีใช้กับงานก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่พี่ริวเคยทำ เช่นทำพื้นหลังคาก่อนโดยมีเสารับพื้นหลังคาชั่วคราวที่ฝากไว้กับเสาเข็มจากนั้นขุดดินทำพื้นชั้นล่างแล้วผูกเหล็กเสาโดยต่อกับ COUPLER ที่ฝังไว้กับพื้นหลังคา ซึ่งเทคอนกรีตเสาเสร็จรออายุคอนกรีตได้ก็ตัดเสาชั่วคราวออกก็เป็นอันว่าเสร็จงาน
1.6 กรณีพื้นจะต้อง BLOCK OUT(ช่องว่าง) ขนาดใหญ่ไว้แล้วเทคอนกรีตปิดที่หลัง ซึ่งก็เจอกรณีนี้มาเหมือนกัน เช่นงานก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่เคยทำเหมือนเดิม กรณีโครงสร้างพื้นจะต้อง BLOCK OUT ขนาด 4 m.x6m.เพื่อให้เครื่องจักรลงไปขุดดินข้างล่าง และต้องเทคอนกรีตปิด BLOCK OUT เพื่อเป็นพื้นที่ใช้งานต่อไป
1.7 กรณีระยะห่างของเหล็กเส้นน้อยถ้าใช้การทาบเหล็กจะทำให้มีปัญหาในการแหย่คอนกรีต
1.8 ทำให้งานสะดวกและรวดเร็วขึ้น
2.รูปแบบของ COUPLER ที่ใช้งานบ่อยๆมีอยู่2 แบบคือ
2.1.1ผมเรียกเป็น Type A)
จะประกอบไปด้วย 2 เกลียวมาตรฐาน กับ 1 หัวCOUPLER ใช้กรณีปกติ คือ ฝังเหล็กที่ต้าฟเกลียวพร้อมCOUPLER ที่ขันไว้แล้วในโครงสร้างคอนกรีต จากนั้นนำเหล็กที่ต้าฟเกลียวเพื่อต่อเหล็กมาขันเข้าไปใน COUPLERจน สุดเกลียว
2.1.2(ผมเรียกเป็น Type B)
จะประกอบไปด้วย 1 เกลียวมาตรฐาน กับ 1 เกลียวที่ต้าฟเกินมาตรฐาน และอีก 1 หัวCOUPLER ใช้กรณีที่เหล็กที่จะต่อยาวหรือหนักเกินไปกว่าที่ จะหมุนจึงจะต้องต้าฟเกลียวของชุดเหล็กต่อ ยาวกว่าปกติ มาตรฐาน เพื่อให้เหล็กต่อชนกับเหล็กที่ต้าฟเกลียวตามมาตรฐานที่ฝังอยู่ในคอนกรีต แล้วสามารถขัน COUPLER เข้าไปให้สุดเกลียว
3.จุด ที่ ควรระวังในการใช้ COUPLER
3.1 โฟร์แมน หรือ หัวหน้าชุดคนงานจะต้องดูแลการขันเหล็กให้สุดเกลียว COUPLER อย่างใกล้ชิด
3.2 ต้องมีระบบตรวจสอบ หรือทำรายการเช็คตรวจ ก่อนเทคอนกรีต
3.3 ควร หุ้ม โฟมรอบๆหัว COUPLER ก่อนเทคอนกรีตเพื่อหลีกเลี่ยงกรณีสกัดหน้าลายคอนกรีตแล้วหัวสกัดไปโดนหัว COUPLER ซึ่งจะทำให้หัว COUPLER บิ่นเสียหายไม่สามารถขันเหล็กเกลียวเข้าไปใน COUPLER ได้
4. มีโจทย์ปัญหามาให้คิดเล่นๆ
กรณีโครงสร้างคานที่เราหรือคนอื่นได้ทำไว้ สองด้าน ขนาดคาน1mx2m กำลัง 400 ksc cube ซึ่งเหล็กที่โผล่ออกมาจากผิวคอนกรีตยาว15 ซม.และไม่ได้ต้าฟเกลียว ถามว่าเราจะต่อเหล็กเพื่อทำโครงสร้างต่อไปอย่างไรซึ่งเวลาก็มีจำกัด เท่าที่ผมนึกออกในตอนนี้ก็มี
1.สกัดคอนกรีตเพื่อให้เหล็กมีระยะทาบ
2.เจาะเสียบเหล็กแทนเหล็กเก่า
3.ใช้การเชื่อมเหล็ก
4.ตัดเหล็กเส้นเก่าออกแล้ว CORING(การคว้านเอาคอนกรีตและเหล็กออกโดยใช้เครื่องมือคล้ายสว่าน)แล้ว เสียบเหล็กใหม่แทน
5.ใช้ COUPLER แต่ไม่ใช้ระบบขันเกลียว แต่เป็นระบบบีบด้วยเครื่องมือบีบระบบไฮโดรริก
แต่ผมเลือกใช้ ข้อ5.ถ้ามีเหตุผลอื่น รบกวนช่วยแนะนำให้ด้วยครับ
ส่วนที่ไม่เลือกข้อ1. เนื่องจากจะใช้เวลามากในการสกัดคอนกรีตซึ่งมีกำลังสูงถึง 400 ksc cube และเหล็กมีปริมาณมากหัวสกัดเข้าลำบาก
ส่วนที่ไม่เลือกข้อ2. เนื่องจากการเจาะเสียบเหล็กจะติดปัญหาคือเจาะไม่เข้าหรือเจาะเข้าแต่ความลึกไม่ได้ ติดเหล็กเส้นในคอนกรีต
ส่วนที่ไม่เลือกข้อ3. เนื่องจากการเชื่อมเหล็กทาง consult (บริษัทที่ปรึกษา) มักจะไม่ให้ทำโดยเฉพาะเหล็กโครงสร้างหลักเนื่องจากความร้อนจากการเชื่อมจะทำให้กำลังของเหล็กลดลง
ส่วนที่ไม่เลือกข้อ4. เนื่องจากการCORING จะทำให้มีการตัดเหล็กปลอกของคานออกและ CORINGหลายจุด ใกล้ๆกันจะทำให้แรงยึดเหนี่ยวของเหล็กน้อยลง
|