|
เทคนิคที่ทำให้บ้านเน่าอยู่
บ้าน..มีความหมายต่อชีวิต..ครอบครัว บรรยากาศในบ้าน..ที่ผ่อนคลาย ส่งผลให้จิตใจได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รวมไปถึงความสะดวกสบายจากการออกแบบที่ลงตัว.. การหมั่นดูแลรักษาความสะอาด ล้วนแล้วเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของสมาชิกในบ้าน ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็ก...เราก็ต้องใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุด... งานดีไซน์จึงถูกประยุกต์ให้ดูสะอาดตา... แต่ได้ประโยชน์ในพื้นที่ใช้สอยที่มีอยู่ โดยมีเทคนิคง่ายๆ 5 ข้อด้วยกันที่ทำให้บ้านเล็กน่าอยู่
1. โล่งสบาย ในความหมายของคำว่า โปร่ง โล่ง สบาย คือการที่เราทำให้บ้านมีพื้นที่ว่างให้มากที่สุด วิธีที่ง่ายที่สุดคือการนำเอาทุกอย่างชิดผนังให้หมดอาจใช้ชั้นติดผนัง หรือตู้ติดผนังไว้เก็บของ จากนั้นเราก็วางโต๊ะ เก้าอี้ สไตล์ Retro ตัวเอกของบ้านไว้ตรงกลาง เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ห้องที่กว้างสมดังใจ สำหรับโถงชั้นล่าง หรือโถงอเนกประสงค์ ถูกเปิดทะลุถึงกันจากห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องทำงาน เพื่อเพิ่มเนื้อที่ในบ้านให้ดูกว้างขึ้นหลักการนี้เรา ที่เรียกว่า Combine Space หรือ Open Space นอกจากนี้การใช้กระจกใสเป็นผนังห้อง ทำให้เกิดความโล่งสบาย โปร่งตาในทุกห้อง ความเด่นอยู่ที่การดูแล ความกลมกลืนของเครื่องเรือนทุกชิ้น ที่หยิบมาวางอย่างบรรจงในทุกจุด
2. ธรรมชาติ แสงธรรมชาติเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้บ้านขนาดเล็กดูกว้างใหญ่ขึ้นได้ โดยการเจาะช่องหน้าต่างให้ใหญ่ที่สุด และเยอะที่สุด เพราะนอกจากหน้าต่างที่กว้างจะเป็นการเปิดรับแสงธรรมชาติแล้ว ยังเป็นช่องลมให้ภายในบ้านเย็นสบายยิ่งขึ้น อีกอย่างหน้าต่างที่กว้างยังจะเป็นตัวนำสายตาให้มองออกไปข้างนอก ไม่ถูปิดกั้นจึงทำให้บริเวณบ้านดูเหมือนกว้างขึ้น การเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาเป็นกระเบื้องชนิดโปร่งแสงบริเวณบันไดและห้องน้ำ ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำให้บ้านเปิดรับแสงธรรมชาติ เพราะเมื่อห้องยิ่งสว่างยิ่งดูกว้าง
3. ตู้เก็บของมหัศจรรย์ ห้องเก็บของหรือตู้เก็บของเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบ้าน แต่เป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามโดยเฉพาะบ้านหลังเล็ก มักจะมีข้ออ้างว่าไม่มีพื้นที่ อันนี้ขอแนะนำว่าคุณอาจทำตู้ติดผนังขนานไปกับทางเดินหรือใต้บันไดก็สามารถทำเป็นตู้เก็บของหรือห้องเก็บของได้ และเมื่อไรก็ตามที่คุณมีของที่ไม่ใช้ ไม่รู้ว่าจะไปเก็บไว้ที่ไหนดี ตู้เก็บของหรือห้องเก็บของนี่แหละช่วยได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะจะเป็นที่ที่คุณเก็บทุกอย่างที่ไม่ต้องการในขณะนั้น และบ้านคุณก็จะเป็นระเบียบ ดูกว้างขึ้น น่าอยู่ขึ้น รวมทั้งสะดวกในการหยิบใช้อีกด้วย 4. เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ เฟอร์นิเจอร์ในบ้านเป็นสิ่งสำคัญมาก เราจึงต้องพิถีพิถันในการเลือก ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่เป็นสังคมเมืองมากขึ้น การออกแบบในสไตล์ minimal จึงถูกหยิบยกมาใช้เป็นหลักในการออกแบบมากขึ้น แต่ด้วยฟังก์ชั่นของบ้านหลังเล็กที่ต้องใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุดงานดีไซน์จึงถูกประยุกต์ให้ดูสะอาดตา และมีฟังก์ชั่นในตัวเองทำให้ประหยัดเนื้อที่ แต่เพิ่มประโยชน์ในการใช้สอย ไม่ว่าจะเป็น mini kitchen ที่มีส่วนยื่นพับเก็บในตัวได้ สามารถใช้แทนส่วนเตรียมอาหารไปจนถึงใช้แทนโต๊ะรับประทานอาหาร หรือ sofa bed โซฟาที่สามารถปรับเป็นเตียงนอนได้ เหล่านี้ซึ่งจะใช้พื้นที่น้อยและทำให้บ้านดูมีเสน่ห์อีกด้วย
5. เติมเสน่ห์ให้บ้าน การเติมเสน่ห์เล็กๆ น้อยๆ ให้กับบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะ Gimmick เหล่านี้แหละมีส่วนทำให้บ้านมีชีวิต หลายคนคงคิดว่า Gimmick คืออะไร คำตอบง่ายมาก ..คือ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวคุณ ..คือสิ่งต่างๆ ที่คุณสะสม มันเป็นเหมือนคาแรคเตอร์ของคุณเองและมีเสน่ห์ในตัวเอง เช่น หากคุณเป็นช่างภาพ คุณก็จะมีภาพที่คุณประทับหลายภาพ ภาพเหล่านี้แหละ เรานำมาติดตามผนังหรือแม้กระทั้งผนังข้างบันได เท่านี้ บ้านของคุณก็จะเป็น gallery ของคุณด้วย
การจัดห้องนอนสำหรับเด็กนั้น ควรจะต้องคำนึงถึงวัยเป็นสิ่งสำคัญ อย่างห้องสำหรับทารก หรือเด็กเล็ก ควรต้องอยู่ติดกับห้องของพ่อแม่เสมอ ประโยชน์ใช้สอยก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงสำหรับห้องของเด็กวัยนี้ เช่น การวางข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นระเบียบ ค้นหาได้ง่าย เพราะต้องหยิบใช้อยู่ตลอดเวลา อาทิ ผ้าอ้อม ขวดนม เสื้อผ้า เป็นต้น
หากโตขึ้นมาสักนิด ก็ควรปรับประโยชน์ใช้สอยต่างๆ ที่เคยวางขวด จาน ชาม ตะกร้าผ้า มาเป็นชั้นหนังสือ หรือชั้นที่มีลิ้นชักมากๆ เพื่อเป็นที่เก็บของกระจุกกระจิกสำหรับลูกๆ ของคุณ
โทนสีของห้องนอนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ การใช้สีโทนอ่อนจะเป็นทางออก ที่ดีที่สุด เพราะจะสามารถใช้ได้ในระยะยาว สีห้องนอนของเด็กผู้ชายควรจะเป็นโทนสีฟ้าอ่อน หรือสีเหลือง หากเป็นเด็กผู้หญิงก็มักจะใช้สีเขียวอ่อนหรือสีชมพู ซึ่งมักจะตรงกับความชอบของเด็กๆ
ทีนี้ลองมาดูแนวทางคร่าวๆ ในการจัดเตรียมห้องนอนเด็กดังนี้
1. การเลือกชนิดของสีที่ใช้ทาห้องนอนเด็ก ใช้สีน้ำจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากปราศจากการผสมของสารเคมีอันจะเป็นอันตรายต่อการสัมผัสของเด็กๆ
2. การใช้บานพับประตูควรใช้แบบธรรมดา ไม่มีสปริง เพื่อป้องกันการที่เด็กจะถูกประตูหนีบ
3. ถ้าเด็กโตพอที่เลือกสีได้ ให้เขามีโอกาสในการเลือกสีห้องนอนของตัวเอง เพราะเขาจะมีความรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ และมีโอกาสได้ใช้ความคิสร้างสรรค์อีกด้วย
4.สำหรับเด็กเล็กตู้เก็บเสื้อผ้าแบบเป็นลิ้นชัก จะเหมาะสมกว่าแบบบานพับ เพราะจะมีของที่ใช้เก็บมากกว่าที่จะใช้แขวน
5. แสงสว่าง ควรใช้ระบบไฟฟ้าที่หรี่แสงได้ และมีโคมไฟที่โต๊ะหนังสือ
6. ตกแต่งเพิ่มเติมความน่ารัก ด้วยวอลเปเปอร์ที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบบครึ่งผึง หรือเป็นแบบแถบคาดก็ล้วนสร้างความสดใสให้ห้องได้เพิ่มขึ้น
7. หนังสือภาพสวยๆ จะช่วยตกแต่ง ห้องได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้ลูกของคุณสนใจที่จะใช้ความคิสร้างสรรค์กับมันอีกด้วย
ทำไมจึงไม่ควรทาสีขาวที่ฝาผนังทั้ง 4 ด้าน?
เพราะสีขาวจะสะท้อนแสงง่าย ถ้าผนังที่เราต้องมองบ่อยๆ ทาสีขาว แล้ว ไฟหรือแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบผนังห้องจะสะท้อนแสงเข้าสู่ สายตาเราอย่างเต็มที่ ทำให้เคืองตาและเป็นอันตรายแก่สายตาเรา แต่ถ้าเพดานห้องทาสีขาว แสงจากไฟฟ้าก็จะสะท้อนลงข้างล่าง ทำให้ภายในห้องสว่างขึ้น ไม่มีผลกระทบต่อสายตาเรา เพราะเราไม่ ค่อยแหงนหน้ามองเพดานห้องกันบ่อยนัก
9 ขั้นตอนที่ควรรู้ในการทาสีบ้านใหม่
การรักษาบ้านให้ดูใหม่อยู่เสมอไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่รู้วิธีอย่างเช่น การเปลี่ยนสีสันของบ้านหรือเปลี่ยนเครื่องใช้เฟอร์นิเจอร์ ก็ทำให้บ้านดูสวยได้แล้ว เรามีคำแนะนำ 9 ข้อที่น่ารู้ในการทาสีให้ดูสดใสโดดเด่น...
1. เตรียมงบประมาณ อย่างแรกต้องคำนึงถึง เงิน ที่เราสามารถใช้จ่าย ว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไหร่ซึ่งจะต้องรวมทั้ง ค่าสี ค่าช่างทาสี รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ
2. ถามผู้เชี่ยวชาญ ในการทาสีบ้านเราต้องรู้ว่าเราจะทาสีลงบนพื้นผิวประเภทใด ผิวปูน หรือ ผิวไม้ ใช้ทาสีภายใน หรือภายนอก หากเราไม่แน่ใจว่าจะใช้ ว่าจะใช้สีอะไรดี ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สถาปนิก หรือช่างทาสี ซึ่งจะมี คำแนะนำดี ๆ ในการใช้สีให้ถูกประเภท และลักษณะการใช้งาน
3. เลือกสี เมื่อสอบถามผู้เชี่ยวชาญจนแน่ใจในเรื่องการใช้สีให้ถูกต้องแล้ว เลือกสีที่ตัวเองชอบ ยิ่งเป็นสีทาภายในควรให้ กลมกลืนกับขอบประตู-หน้าต่าง ละถ้าพื้นผิวภายนอกเป็นปูนควรเลือกใช้สีที่มีคุณภาพสูงที่สามารถยืดอายุการใช้งาน ให้นานปกป้องสีบ้านจากการซีดจางที่เกิดจากแสงแดด ทนทานต่อสภาวะอากาศต่อต้านการเกิดเชื้อรา ตะไคร่น้ำ รวมทั้ง ไม่จับฝุ่นซึ่งจะทำความสะอาดได้ง่าย
4. เตรียมพื้นผิว ก่อนจะลงมือทาสีควร ทำความสะอาดฝุ่นละออง และใช้แปรงแซะสีเก่าที่หลุดลอกออกเช็ดให้สะอาด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท การเตรียมพื้นผิวที่ถูกต้องจะช่วยให้สีที่ทาติดนานยิ่งขึ้น
5. ทาสีรองพื้น การทาสีรองพื้นรก่อนจะช่วยยึดเกาะกับผนังได้ดีไม่หลุด ออกง่าย ๆ เลือกสีรองพื้นชนิดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิว เพราะสีรองพื้น สำหรับพื้นที่ยังไม่เคยทาสีมาก่อน ควรใช้สีรองพื้นที่สามารถป้องกันด่าง หรือการใช้สีรองพื้นสำหรับพื้นผิวเนื้ออ่อน และไม้เนื้อแข็งที่อาจมียางซึม ออกมาได้ ควรทาสีรองพื้นที่สามารถกันยางและเชื้อรา
6. อุปกรณ์ทาสี แปรงทาสี และลูกกลิ้งมีความแตกต่างกัน แปรงทาสีสามารถ เข้าได้ทุกซอกมุมของพื้นที่ที่ต้องการทา จึงเหมาะกับในกรณีที่เตรียมพื้นผิว แบบหยาบ ๆ หรือผิวที่ไม่เรียบ การใช้แปรงทาจะทำให้สีสัมผัสกับผิวผนัง ในซอกมุมต่าง ๆ ได้ดี ลูกกลิ้งเหมาะสำหรับการทาในพื้นที่กว้าง ๆ ซึ่งสามารถ ทำให้การทาสีทำได้เร็วกว่า แต่ลูกกลิ้งจะใช้ปริมาณมากกว่าการทาด้วยแปรง
7. อุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือผ้าปูผื้นกันเปื้อนเพื่อป้องกันสี กระเด็นหรือตกหล่นพื้น บันได้สำหรับทาที่สูงและเพดาน ถาดผสมสี และ อุปกรณ์ทำความสะอาดต่าง ๆ
8. เก็บรายละเอียด เมื่อทาเสร็จแล้ว ควรตรวจสอบหาข้อบกพร่อง เช่น สีที่ทาอาจจะไม่สม่ำเสมอกัน หรือยังไม่ได้ทาใน ส่วนที่เป็นซอกเป็นมุม จากนั้นเก็บรายละเอียดของงานให้ละเอียดของงานให้เรียบร้อย เท่านี้ก็จะได้บ้านที่ดูใหม่ และ สดใสขึ้นโดยไม่ต้องมีการตกแต่งอะไรให้สิ้นเปลือง
9. การเก็บรักษาสี หากใช้สีไม่หมดแต่เหลือจำนวนสีไม่มาก และอยากเก็บสีไว้ใช้ต่อครั้งหน้า ควรจะเทสีใส่กระป๋องที่มี ขนาดเล็กปิดฝาให้แน่น เพื่อป้องกันการแข็งตัวของสีบนพื้นผิว
การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศ
เครื่องปรับอากาศที่มีขายในท้องตลาดออกแบ่งออกได้ 4 ลักษณะดังนี้ :
1.แบบติดหน้าต่าง หรือ WINDOW TYPE เป็นประเภทที่รวมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ในชุดเดียว และติดแขวนไว้ที่ช่องหน้าต่างหรือผนังห้อง โดยเป่าลมเย็นให้เข้าห้อง พร้อมกับมีส่วนระบายความร้อนออกมาด้านนอก แบบนี้ตัวเครื่องจะมีขนาด ประมาณ 0.7-2.5 ตัน เครื่องปรับอากาศประเภทนี้เหมาะกับห้องที่ติดตั้งวงกบหน้าต่าง มีกระจกช่องแสงปิดตาย บานกระทุ้งหรือบานเกล็ด ข้อดี : - การติดตั้งเคลื่อนย้ายสะดวกและรวดเร็ว ข้อเสีย : - หากเครื่องมีขนาดใหญ่เกินไปจะมีปัญหาในการติดตั้ง เพราะบริเวณช่องหน้าต่างไม่สามารถรับน้ำหนักมากได้ - กินไฟสูงและมีเสียงดังกว่าทุกประเภทเพราะการสั่นสะเทือนของตัวเครื่อง
2.แบบแยกส่วน หรือ SPLIT TYPE เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด ที่เรียกว่าแยกส่วนเพราะได้แยกเอาส่วนที่เป่าลมเย็นออกจากตัวเครื่องระบายความร้อน โดยมีขนาดตั้งแต่ 1- 50 ตัน ติดตั้งได้ทั้งที่ใต้เพดานหรือบนพื้นราบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสวยงามและความเหมาะสมกับห้อง ข้อดี : - ไม่ค่อยมีเสียงดังรบกวน เหมาะกับห้องนอนที่ต้องการความเงียบ ข้อเสีย : - มีความยุ่งยากในการติดตั้ง เพราะต้องคำนึงถึงการเดินท่อระหว่างเครื่องที่แยกส่วน
3.แบบเครื่องชนิดทำน้ำเย็น หรือ WATER CHILLER ระบบนี้ใช้น้ำเป็นตัวกลางในการสร้างความเย็น เหมาะใช้กับอาคารขนาดใหญ่ ตัวเครื่องมีน้ำหนักตั้งแต่100 ตันขึ้นไป ข้อดี : - กินไฟน้อยกว่าประเภทอื่น ข้อเสีย : - มีความยุ่งยากในการติดตั้งมาก และต้องเตรียมโครงสร้างให้แข็งแรง
4.แบบเคลื่อนที่ได้ หรือ PORTABLE TYPE เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สะดวกในการนำไปใช้งาน ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัด เคลื่อนย้ายได้ง่าย เนื่องจากติดตั้งตัวล้อไว้ที่ฐาน ข้อดี : - เคลื่อนย้ายไปทุกที่ได้สะดวก น้ำหนักเบา ใช้งานง่ายและกินไฟน้อย ข้อเสีย : - ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ประมาณ 10-13 ตารางเมตร
ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ
1. ขนาดที่เหมาะสมกับห้องที่ต้องการติดตั้ง สามารถดูได้จากตาราง ขนาดพื้นที่ห้องเทียบความสูงของห้องปกติ ( ไม่เกิน 3เมตร ) พื้นที่ห้องตามความสูงปกติ ขนาดเครื่องปรับอากาศ ขนาดห้อง( ตารางเมตร) ( บีทียู/ชั่วโมง ) 13-14 8,000 16-17 10,000 20 12,000 23-24 14,000 30 18,000 40 24,000 *B.T.U. ย่อมาจาก BRITISH THERMAL UNIT
2. คำนึงถึงการใช้งานหรือวัตถุประสงค์ของห้องต่างๆ เช่น - ห้องที่มีพื้นที่จำกัด เช่นห้องชุด คอนโดมิเนียม ควรใช้แบบแขวนใต้ฝ้าเพดาน - ห้องนอน ควรเน้นประเภทที่เงียบเป็นพิเศษ และให้ความแม่นยำในการควบคุมอุณหภูมิเพื่อการพักผ่อนยาวนานตลอดคืน - อาคารขนาดใหญ่ นิยมใช้เป็นระบบปรับอากาศส่วนกลาง หรือ CENTRAL AIR นอกจากนี้ต้องคำนึง เรื่องการวางระบบโครงสร้าง ภายนอก ภายใน รวมถึงระบบไฟฟ้า และพื้นที่ในการเดินท่อต่างๆ
3. พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ ( ดูจากฉลากที่ติดมากับตัวเครื่อง ) ควรเลือกประเภทที่ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยดูจาก ค่า EER ( ENERGY EFFICIENCY RATIO ) ค่าที่ได้ควรเท่ากับ10 หรือมากกว่า ค่า EER ยิ่งมากเท่าไรก็จะประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น EER = ขนาดทำความเย็น (บีทียู/ชั่วโมง) C กำลังไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด ( วัตต์ ) ค่า EER ตั้งแต่ 7.6 ลงไป ถือว่าอยู่ในระดับ 1 มีเกณฑ์ต่ำ ค่า EER ตั้งแต่ 7.6-8.6 ถือว่าอยู่ในระดับ 2 มีเกณฑ์พอใช้ ค่า EER ตั้งแต่ 8.6-9.6 ถือว่าอยู่ในระดับ 3 มีเกณฑ์ปานกลาง ค่า EER ตั้งแต่ 9.6-10.6 ถือว่าอยู่ในระดับ 4 มีเกณฑ์ดี ค่า EER ตั้งแต่ 10.6ขึ้นไป ถือว่าอยู่ในระดับ 5 มีเกณฑ์ดีมาก
4. ราคาและการบริการหลังการขาย ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่มีมาตราฐานใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นการพิจารณาอาจเปรียบเทียบจากจำนวนปีที่ใช้งานกับราคาของเครื่อง และใช้กระแสไฟน้อยที่สุดแต่ให้ความเย็นมากที่สุด รวมถึงการรับประกันสินค้าและบริการหลังการขาย การเลือกตำแหน่งติดตั้งที่เหมาะสม 1. ไม่โดนฝนสาด ทำให้ยืดอายุการใช้งาน 2. บริเวณที่ไม่ถูกแสงแดดส่องโดยตรงตลอดเวลา 3. บริเวณที่สามารถปล่อยให้เสียงและลมร้อนเป่าออกมาได้โดยไม่รบกวนบริเวณข้างเคียง 4. ตำแหน่งติดตั้งมีโครงสร้างแข็งแรง หรือใกล้คานหรือเสา เพื่อรับน้ำหนักตัวเครื่องได้ดี ปลอดภัย 5. ตัวเครื่องควรยกระดับให้พ้นจากพื้นดินอย่างน้อย 10 เซนติเมตร หรือพ้นจากระดับที่น้ำท่วมถึง สามารถเข้าซ่อมบำรุงได้ง่าย 6. หลีกเลี่ยงการติดตั้งในบริเวณที่มีกรดซัลไฟด์ เช่น บริเวณท่อระบายน้ำทิ้ง 7. หลีกเลี่ยงการติดตั้งในบริเวณที่มีโอกาสติดไฟเนื่องจากแก๊สรั่ว 8. ตำแหน่งที่วางไม่กีดขวางทางเดิน 9. อยู่บริเวณที่สามารถระบายความร้อนได้สะดวก
|